ดอกเบี้ยเงินฝาก

ดอกเบี้ย Interest

สาระสำคัญเกี่ยวกับ ดอกเบี้ย

ดอกเบี้ย Interest คือ เงินตอบแทนที่ได้เพิ่มขึ้นจากการออมหรือลงทุน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ เป็นต้น

หรือ จะเป็นเงินตอบแทนที่ผู้ปล่อยกู้ได้จากผู้ขอกู้  จากการที่ผู้ขอกู้ต้องจ่ายเงินตอบแทนกับผู้ให้กู้นอกเหนือจากในส่วนของเงินต้นที่กู้มาด้วย เรียกว่าเป็นดอกเบี้ยเงินกู้จากการใช้บริการสินเชื่อ ซึ่งค่าตอบแทนในลักษณะของดอกเบี้ยจะมีการคิดในรูปแบบร้อยละเป็นหลัก เช่นร้อยละ 3 ร้อยละ 5 ร้อยละ 7 ฯลฯ

อัตราดอกเบี้ยประเภทต่างๆ ทั้งดอกเบี้ยเงินฝาก และ ดอกเบี้ยเงินกู้ จะถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินในการกำกับดูแลของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (กนง.)

ดอกเบี้ยเงินฝาก  เป็นเงินที่สถาบันการเงินจ่ายให้กับผู้ฝากเงินเพื่อเป็นผลตอบแทนในการนำเงินมาฝากไว้กับสถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินฝากมีหลายประเภท  เช่นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ซึ่งการคำนวณอัตราดอกเบี้ยเงินฝากจะคิดดอกเบี้ยแบบทบต้น (Componud Interest Rate) คือ ที่นำดอกเบี้ยที่ได้รับในงวดก่อนมารวมเป็นเงินตั้งต้นเพื่อคำนวณดอกเบี้ยในงวดต่อไป

ดอกเบี้ยเงินกู้  เป็นผลตอบแทนที่ผู้ให้กู้เรียกเก็บจากผู้ขอกู้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้มีหลายประเภท หลายอัตรา โดยทั่วไปขึ้นอยู่กับประเภทของเงินกู้หรือสินเชื่อ

ผู้ให้กู้ ได้แก่ สถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน

การกู้ยืมเงินเป็นการยืมใช้สิ้นเปลืองประเภทหนึ่งที่วัตถุแห่งการยืมเป็นเงิน แทนที่จะเป็นทรัพย์สินชนิดที่ใช้สิ้นไปหรือเสื่อมสลายไป  เพราะการใช้และสามารถใช้ทรัพย์สินอื่นที่เป็นประเภท ชนิด และปริมาณ อย่างเดียวกันแทนได้ โดยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะเพื่อใช้แก่การกู้ยืมเงินไว้ ในเรื่องการยืมใช้สิ้นเปลือง

การกู้ยืมเงิน  เป็นลักษณะยืมประเภทยืมใช้สิ้นเปลือง

หลักของสัญญายืมใช้สิ้นเปลืองทั่วไปต้องนำมาบังคับใช้ด้วย เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติเฉพาะเรื่องการกู้ยืมเงินไว้อย่างไรบ้างก็ต้องเป็นไปตามนั้น เช่น สัญญานั้นจะบริบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบกรรมสิทธ์ ในทรัพย์สินที่ยืมได้ โอนไปยังผู้ยืม และผู้ยืมจะต้องคืนทรัพย์สินเป็นประเภท ชนิด และปริมาณเช่นเดียวกันให้แทนทรัพย์สินซึ่งให้ยืมนั้น เป็นต้น แต่มีข้อบังคับเพิ่มเติมว่าการกู้ยืมเงินนั้นถ้าเกินกว่า 2,000 บาท ขึ้นไป ต้องมีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้และนำสืบการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ให้ยืมมาแสดง เป็นต้น

 

อย่างไรก็ตาม สัญญากู้ยืมเงินย่อมบริบูรณ์เมื่อส่งมอบเงินที่กู้ยืม ซึ่งการส่งมอบเงินที่กู้ยืมอาจส่งมอบกันในภายหลังก็ได้ และการส่งมอบเงินกันโดยตรงหรือสืบเนื่องจากมูลหนี้อย่างอื่นแล้วแปลงเป็นหนี้เงินกู้ก็ได้

ดอกเบี้ยเป็นดอกผลของทรัพย์หรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้มาเป็นครั้งคราวแก่เจ้าของทรัพย์ที่

ผู้ให้กู้ได้รับจากผู้กู้เป็นการตอบแทนเนื่องจากการที่ผู้กู้ได้รับเงินที่กู้ไป โดยคิดเป็นอัตราร้อยละของเงินต้นตามจำนวนและระยะเวลาการกู้ซึ่งดอกเบี้ยต้องเป็นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากหนี้เงินเท่านั้น

 

การคิดดอกเบี้ยในสัญญากู้ยืมเงิน  แบ่งออกเป็น 3 กรณี ดังนี้

1)       การคิดดอกเบี้ยในกรณีปกติ  คือ ในสัญญากู้ยืมจะมีการคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดก็ได้ตาม แต่คู่สัญญาจะตกลงกันแต่ห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 ต่อปี หามีการกำหนดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละ 15 ต่อปีเท่านั้น

2)      การคิดดอกเบี้ยเงินกู้ในระหว่างผิดนัด  เมื่อผู้กู้ผิดนัดผู้กู้ต้องรับผิดในดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 แห่ง ป.พ.พ. (ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือโดยบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี) บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี หรือเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้น โดยเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย

3)      การคิดดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน  เนื่องจากการประกอบธุรกิจของธนาคารจะอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 การเรียกดอกเบี้ยจะต้องเป็นไปตามที่พระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้

 

ดอกเบี้ยกับภาระภาษี

2.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  เงินได้ที่เกิดจาการลงทุนในรูปของตราสารทุนหรือตราสารหนี้ต่างๆ ซึ่งจะมีเงินได้ที่งอกออกมาในรูปแบบดอกผลหรือกำไรที่ได้จากการลงทุน

สำหรับเงินได้ประเภทดอกเบี้ยจากการฝากเงิน จากการกู้ยืม และจากการลงทุนในตราสารหนี้ต่างๆ จะเข้าลักษณะเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่ เงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยพันธบัตร ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยหุ้นกู้ ดอกเบี้ยตั๋วเงิน ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมไม่ว่าจะมีหลักประกันหรือไม่

ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องหัก ณ ที่จ่าย  

 

 

สรุป  ดอกเบี้ย คือ เงินตอบแทนที่ได้เพิ่มขึ้นจากการออมหรือลงทุน เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ดอกเบี้ยที่ได้รับจากการลงทุนในตราสารหนี้ เป็นต้น หรือจะเป็นเงินตอบแทนที่ผู้ปล่อยกู้ได้จากผู้ขอกู้ จากการที่ผู้ขอกู้ต้องจ่ายเงินตอบแทนกับผู้ให้กู้นอกเหนือจากในส่วนของเงินต้นที่กู้มาด้วย เรียกว่า เป็นดอกเบี้ยเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยเงินฝากหรือดอกเบี้ยเงินกู้ที่ได้รับ ย่อมเข้าลักษณะเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร

 

ดอกเบี้ยที่ได้รับยกเว้นภาษี

1. ดอกเบี้ยกรณีได้รับยกเว้นภาษีประมวลรัษฎากร มีหลายกรณี เช่น

1.     กรณีได้รับยกเว้นภาษีประมวลรัษฎากร มาตรา 42 (8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

(ก)   ดอกเบี้ยสลากออมสิน หรือ ดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาล เฉพาะประเภทเผื่อเรียก

(ข)   ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ทีได้รับจากสหกรณ์

(ค)   ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถาม ประเภทออมทรัพย์ เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกิน 10,000 บาท ตลอดปีภาษีนั้น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

2.       กรณีดอกเบี้ยที่ถือได้ว่าเป็นเงินที่ได้รับเนื่องมาจากมูลหนี้ละเมิด ดอกเบี้ยจึงเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิด ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (13) แห่งประมวลรัษฎากร

อย่างไรก็ดี หากกรณีดอกเบี้ยที่ถือได้ว่าเป็นเงินที่ได้รับเนื่องมาจากมูลหนี้สัญญาไม่ใช่มูลหนี้ละเมิด ดอกเบี้ยจึงมิใช่เงินได้พึงประเมินค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิน อันจะได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 42 (13) แห่งประมวลรัษฎากร แต่เป็นเงินได้พึงประเมินมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

2.ดอกเบี้ยกรณีได้รับยกเว้นภาษีตามพระราชกฤษฎีกา เช่น พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 664) พ.ศ. 2561

 

3.ดอกเบี้ยกรณีได้รับยกเว้นภาษีตามกฏกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) เช่น

                (1) กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (22) ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

 

                (2) กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (30) (ค) ดอกเบี้ยที่ได้จากตั๋วเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใดๆ ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นเป็นผู้ออก เฉพาะส่วนที่เกิดขึ้นก่อนการเป็นผู้ทรงตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ของผู้มีเงินได้ทั้งนี้ ต้องมีการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร จากดอกเบี้ยดังกล่าวทั้งจำนวนไว้แล้ว 

  (3) กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (38) ดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากการฝากเงินกับธนาคารในประเทศ ดังต่อไปนี้

                      (ก) ดอกเบี้ยเงินฝากที่ต้องจ่ายคืน เมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์

                      (ข) ผลตอบแทนเงินฝากที่ได้รับจากการฝากเงินตามหลักของศาสนาอิสลามที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามตามหลักการวะดีอะฮ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีภาษี พ.ศ. 2546 และต้องยื่นรายการในปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นไป ทั้งนี้เฉพาะผู้ที่ได้รับดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากการฝากเงินดังกล่าวเป็นจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินสองหมื่นบาทตลอดปีภาษี และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

                  (4) กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (46) ดอกเบี้ยพันธบัตรออมสินรุ่นพันธบัตรเงินฝากช่วยชาติ             

                  (5) กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2506) ข้อ 2 (60) ดอกเบี้ยและรางวัลสลากออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร แต่ไม่รวมถึงดอกเบี้ยซึ่งผู้รับมิใช่ผู้ทรงคนแรก ทั้งนี้ สำหรับสลากออมทรัพย์ที่ออกจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2545 เป็นต้นไป

 

                นอกจากนี้ประมวลรัษฎากรยังได้กำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยให้นำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาไว้เป็นสองส่วน คือ

(1)  หักลดหย่อนดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยตามมาตรา 47 (1) (ช) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งบัญญัติว่า “ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่ผู้มีเงินได้จ่ายให้แก่ธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นบริษัทประกันชีวิต สหกรณ์หรือนายจ้างสำหรับการกู้ยืมเงินเพื่อชื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างอาคารอยู่อาศัย โดยจำนองอาคารที่ซื้อหรือสร้างเป็นประกันการกู้ยืมนั้น ตามจำนวนที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 100,000 บาท ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา อาคารดังกล่าวให้หมายความรวมถึงอาคารพร้อมทีดินด้วย

(2)  ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินได้เท่าที่จ่ายเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อบ้านที่อยู่อาศัยในปีภาษี ซึ่งการยกเว้นดังกล่าวให้นำไปหักออกจากเงินได้พึงประเมินเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว (เสมือนเป็นการหักค่าลดหย่อน) ตามกฎกระทรวงที่ออก โดยอาศัยอำนาจตามประมวลรัษฎากร ได้แก่

(1)กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (52)

(2)กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (53)

(3)กฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (59)

 

2.2 ภาษีเงินได้นิติบุคคล  รายได้ที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิ กฎหมายได้กำหนดขอบเขตว่าเป็นรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการ ดังนั้น หากนิติบุคคลดังกล่าวมีรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร ย่อมมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร

           สาระสำคัญโดยสรุป

                บทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรในส่วนของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่มีถ้อยคำเกี่ยวกับ ดอกเบี้ย(ในที่นี้ไม่ได้ลงในรายละเอียดของเนื้อหา) เช่น

              (1)ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) บัญญัติว่า “ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการหรือให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยนั้นตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงิน

         (2)ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (11) บัญญัติว่า ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมที่อยู่ในบังคับต้องถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ให้นำมารวมคำนวณเป็นรายได้เพียงเท่าที่เหลือจากถูกหักภาษีไว้ ณ ที่จ่ายตามกฎหมายดังกล่าว

             (3)ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (15) บัญญัตว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นกองทุนรวมไม่ต้องนำรายได้อันมิใช่เงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) มารวมคำนวณเป็นรายได้

                (4)ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (11) บัญญัติว่า ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุนเงินสำรองต่างๆ หรือเงินกองทุนของตนเอง

        (5)ประมวลรัษฎากร มาตรา 67 (3) บัญญัติว่า เงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็นกองทุนรวมให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 15 ของรายได้ก่อนหักรายจ่ายใดๆ

                (6)ประมวลรัษฎากร มาตรา 70 บัญญัติว่า บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศมิได้ประกอบกิจการในประเทศไทยแต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมินนั้น ทั้งนี้ ได้นำมาตรา 54 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

                ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้รับเงินได้พึงประเมินที่เป็นดอกเบี้ยจากรัฐบาลหรือสถาบันการเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม

 

2.3ภาษีธุรกิจเฉพาะ  นอกจากการประกอบกิจการธนาคารหรือสถาบันการเงินที่มีการให้บุคคลอื่นกู้ยืมเงินเป็นปกติ ซึ่งฐานภาษี สำหรับการประกอบกิจการที่มีรายรับเป็นดอกเบี้ยตามมาตรา 91/2 ประกอบกับมาตรา 91/5 แห่งประมวลรัษฎากรแล้ว หากกรณีที่บุคคลใดมีการประกอบกิจการให้กู้ยืมเงิน โดยประกอบการเป็นอาชีพเพื่อให้ได้รับดอกเบี้ยกล่าวคือเป็นการประกอบกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ต้องมีลักษณะทำนองเดียวกับธนาคารพาณิชย์และจะต้องเป็นการประกอบกิจการโดยปกติด้วย  จึงเข้าลักษณะเป็นการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ ตามมาตรา 91/2 (5) อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 ประกอบกับมาตรา 91/5  มีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีธุรกิจเฉพาะในอัตราร้อยละ 3.3 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่ได้รับรายรับดอกเบี้ยดังกล่าว ทั้งนี้ ตามมาตรา 91/6 (3) และ มาตรา 91/10 วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร

2.4  อากรแสตมป์  ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ลักษณะแห่งตราสาร 5. การกู้ยืมหรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร  โดยมีหลักเกณฑ์ว่าทุกจำนวนเงิน 2,000 บาท  หรือเศษของ 2,000  บาท  แห่งยอดเงินให้กู้ยืมหรือตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชี ให้ชำระค่าอากรแสตมป์ 1 บาท ค่าอากรตามลักษณะแห่งตราสารนี้เมื่อคำนวณแล้ว ถ้าเกิน 10,000  บาท ให้เสีย 10,000  บาท  โดยผู้ให้กู้เป็นผู้ที่ต้องเสียอากรและผู้กู้เป็นผู้ที่ต้องขีดฆ่าอากรแสตมป์  แต่มีข้อยกเว้นไม่ต้องเสียอากรสำหรับการกู้ยืมเงินซึ่งสมาชิกกู้ยืมจากสหกรณ์หรือสหกรณ์กู้ยืมจากสหกรณ์หรือจากธนาคาร เพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

 

                ตามลักษณะแห่งตราสาร 5. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์เป็นตราสารที่กฎหมายกำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร ตามข้อ 2 (4) และข้อ 3 (4) ของประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับอากรแสตมป์ (ฉบับที่ 37) เรื่อง การกำหนดวิธีการชำระอากรเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์อากร สำหรับตราสารบางลักษณะ ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 จึงไม่สามารถชำระอากรโดยการปิดแสตมป์อากรทับลงบนตราสารกู้ยืมเงินตามมาตรา 103 แห่งประมวลรัษฎากรได้

Cr.สรรพากรสาส์น